การเล่นเปียโน

ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่า Sight Reading มันก็คือการอ่านโน้ตแล้วเล่นกันตรงนั้นเลยโดยที่เราไม่ได้ซ้อมกันมาก่อน อย่างที่หลายๆคนประสาทรับประทานกันตอนสอบนี่แหละครับ ความจริงแล้ว Sight Reading ไม่ได้ใช้แค่สอบเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้เวลาที่เราไปไหนแล้วมีคนอยากให้เราเล่นเปียโนให้ฟัง เทคนิคนี้ช่วยได้ครับ เอาละเริ่มเลยดีกว่า

1. การฝึกประสาทสัมผัสที่มือขั้นพื้นฐาน


    ในการ Sight Reading นั้น เราจะไม่มีโอกาสได้ซ้อมมาก่อน ถ้าใครสามารถเล่นเปียโนได้โดยที่ตาแทบจะไม่มองมือเลย จะเล่นไหลได้ดีกว่า (เหมือนการพิมพ์ดีดแป้นสัมผัสเลย) เพราะตาเราจะอ่านโน้ต มือเราก็จะเล่นตามที่ตาเราเห็นนั่นแหละครับ การฝึกก็ทำได้ง่ายๆเลยคือ พยายามอย่ามองมือของเราครับ ให้ตาของเราอยู่กับโน้ตไปเลย มือก็มือ ตาก็ตา ทีนี้เพื่อเพิ่มความมั่นใจ จะสังเกตได้ว่าโน้ตทั้งหมด ได้แก่ C D E F G A และ B ในช่วงของ C D E จะมีแป้นโน้ตตัวดำ 2 ตัว และในช่วงของ F G A B จะมีแป้นโน้ตตัวดำ 3 ตัว ก็สามารถใช้โน้ตตัวดำเป็นตัวช่วยในการกะระยะมือเราได้ครับ

2. การฝึกประสาทสัมผัสมือขั้นประยุกต์ (เล่นกันหมดทั้ง 88 คีย์)


    หลังจากเราจำตำแหน่งกันพอได้ (พอได้ครับ อิอิ) เรามาเริ่มฝึกยากขึ้นหน่อย โดยการกระโดดมือครับ ข้าม Octave กันไปเลย โดยให้เราคิดโน้ตในใจก่อนว่าจะเล่นตัวไหน แล้วกดตัวนั้นโดยที่ไม่มองแป้นเลย (ฝึกหูไปในตัวด้วยครับ) และการที่จะให้ได้ผลที่สุด กรุณาอย่าลุกจากที่นั่งหรือเลื่อนบั้นท้ายไปที่อื่นนะครับ จะให้ดีที่สุดคือนั่งให้ตรงกับ Middle D (ตัว D นะครับ เพราะจะเป็นตำแหน่งกลางคีย์พอดี)

3. การฝึกเล่นเปียโนแบบแป้นสัมผัส


     ตรงนี้จะเป็นเรื่องของเทคนิคนิ้วต่างๆ ได้แก่ Scale หรือ arpeggio ต่างๆ ให้เราเล่นโดยที่ไม่มองคีย์ครับ ถ้าใครห้ามใจไม่อยู่ก็ลองปิดไฟหรือหลับตาเล่นเปียโนเลยแล้วกัน อิอิ

4. ศึกษาโน้ตคาบเส้นหรือโน้ตในช่อง


    อันนี้เป็นส่วนของการอ่านโน้ตละ ใครอ่านโน้ตแม่นๆตรงนี้ผ่านได้เลยครับ ส่วนใครที่ยังอ่านไม่เก่งนัก ตรงนี้ก็ต้องอาศัยการจำแล้วว่าโน้ตตัวไหนมันคาบเส้น โน้ตตัวไหนมันอยู่ในช่อง

1.)   กุญแจซอล โน้ตคาบเส้น ได้แก่ E G B D F
2.)   กุญแจซอล โน้ตในช่อง ได้แก่ F A C E
3.)   กุญแจฟา โน้ตคาบเส้นได้แก่ G B D F A
4.)   กุญแจฟา โน้ตในช่อง ได้แก่ A C E G

เราจะเห็นได้ว่าโน้ตคาบเส้นกับโน้ตในช่องมันจะสลับกัน จะจำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น จำแต่โน้ตคาบเส้นของแต่ละกุญแจ ก็ได้ครับ (ทีนี้เขาไม่แนะนำให้จำเป็นประโยคหรือสโลแกนใดๆ เช่น Every Good Boy Does Fine เพราะการที่เรามัวแต่คิดถึงประโยคเหล่านี้ จะทำให้การอ่านของเราช้าลงครับ) นอกจากนี้ พวกโน้ตที่อยู่นอกบรรทัด 5 เส้นก็ใช้หลักการจำแบบเดียวกันนี้ได้ครับ โดยอาจจำเป็นจำนวนขีดเอา

5. การฝึกจังหวะ

    ตรงนี้เราอาจต้องคิดนอกกรอบกันหน่อยละ หาเพลงอะไรก็ได้ครับมาเพลงนึง แล้วลองเล่นดูเลย โดยให้เราเล่นเพลงนั้นให้ถูกจังหวะ โน้ตจะเล่นผิดก็ช่างมัครับ เอาจังหวะให้ถูกไว้ก่อน ให้เราคุ้นเคยกับการจับจังหวะเพลงไปเลย ชีวิตจะได้มีจังหวะ อิอิ

6. การฝึก pitch และนิ้ว


    อันนี้ตรงข้ามกับข้อที่แล้วละ จังหวะมันจะเป็นยังไง เอาโน้ตถูกไว้ก่อนเลยครับ โดยเราอาจจะเล่นทีละมือก่อน (ลองมือขวาก่อนน่าจะง่ายกว่ามือซ้ายครับ)  เพื่อให้เราชินกับโน้ตและนิ้ว และจะทำให้สมองเราโฟกัสเฉพาะมือไปครับ ทีนี้เมื่อโน้ตกับนิ้วเราแม่นแล้ว เราจะมาเก็บรายละเอียดรวมกับเรื่องจังหวะต่อ จะสบายขึ้นละครับ

7. เพลงไหนง่าย เล่นตามความเร็วที่กำหนด

    ตามหัวข้อเลยครับ ด่านนี้เราต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองสักหน่อย บอกได้คำเดียวว่า กล้าๆแล้วจะรุ่ง ครับ อย่าไปกลัวว่าจะเล่นผิด หรือถ้าเล่นผิดก็ผ่านต่อไปเลย ตรงนี้จะฝึกให้เราเล่นเพลงต่อเนื่องขึ้น หรือสามารถเนียนจนจบได้ครับ

8. เพลงไหนยาก ช้าไว้ก่อน


    เพลงมันยากอะนะ จะเล่นเร็วเลยมันก็ดูจะใจกล้าเกินไปหน่อย อิอิ แบบข้อที่แล้วครับ กล้าๆแล้วจะรุ่ง แต่เราต้องไปอย่างช้าๆนะ

9. ดูลักษณะของเพลง


    เพลงแต่ละเพลงมันจะมีลักษณะเฉพาะตัวของมันอยู่ ยังไงลองมองผ่านๆแล้วประเมินดูว่าจุดไหนมันยากง่ายขนาดไหน ซึ่งถ้าเราจับ pattern ตรงนี้ง่าย เหมือนเราจับเพลงได้ครับ

10. ศึกษาทฤษฎีดนตรี


    สงสัยจะมาล่มกันก็ข้อนี้ละ เหอๆ ทฤษฎีดนตรีจะช่วยสอนเราถึง คอร์ด การ inversion triad phrase interval ฯลฯ ครับ ซึ่งจุดนี้จะช่วยให้เราหา pattern เพลงดีขึ้นด้วยครับ อีกอย่างก็คือคนที่ sight reading เก่งๆเขาจะไม่อ่านโน้ตทุกตัวครับ เขาจะใช้เหมือนกับการเติมโน้ตที่หายไป (fill – in the blank) ครับ ซึ่งตรงนี้ความรู้ทฤษฎีจะช่วยได้พอสมควรเลยครับ

10 ข้อที่กล่าวมานี้ผมว่าไม่ได้ใช้แค่ sight reading เท่านั้นครับ แต่มันช่วยให้เราวางแผนการซ้อมเพลงใหม่อย่างเป็นขั้นตอน (step by step) ได้อีกด้วยครับ ยังไงเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคร้าบบบบ…
 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อ้อ ตอนสอบ Sight Reading  ก็มีทริคเล็กๆน้อยๆครับ แหะๆ

ขณะที่สอบ sight reading (ให้เวลาแปบนึงอ่านโน้ตแล้วเล่นสดๆ) ขอแนะนำว่าให้อ่านมือที่เป็น melody ก่อนเลย ส่วนอีกมือให้ลองนึกเป็นคอร์ดดูจะช่วยทำคะแนนได้บ้างครับ แต่ปัญหาคือ sight reading ของ Trinity เพลงค่อนข้างเดาข้างหน้ายาก เหมือนกับเล่นแล้วมันไม่ค่อยจะเป็นเพลงเท่าไร ดังนั้นความมั่นใจต้องมาก่อนเลยเนอะ

1. เมื่อ examiner ให้เพลงเราแล้ว เริ่มจากดู key signature ก่อนเลย sharp หรือ flat กี่ตัว เพื่อรู้ว่าเพลงนั้นคีย์ไร ทำบุญมาดีป่าว อิอิ จากนั้นดู time signature ด้วยนิดนึง 4/4 หรือ 3/4 หรือ 6/8 เป็นต้น
2. อย่าไปสนใจกับ speed ของเพลงมาก เพราะมันเป็นแค่ไกด์หรือใบ้สไตล์เพลงเท่านั้นเอง ต่อให้มันเขียนว่า allegro ก็เล่นไปช้าๆเถอะครับ (แต่อย่าช้าหรือยื้อจนน่าเกลียด) คนคุมสอบทุกคนย่อมรู้ว่าเราก็ตื่นเต้นกันทั้งนั้นอะ
3. ขณะอ่านรู้สึก sight reading สมัยนี้เขาจะให้เราลองจิ้มๆได้ สมัยผม (ปี 1999) เขาให้นะ ตอนนี้ไม่รู้กลับมาไม่ให้อีกป่าว ถ้าลองเล่นได้ยังไงลองจิ้มมือขวาดูครับ ส่วนมือซ้ายไว้ค่อยคลำๆตอนเล่นจริงได้ (key signature มักจะใบ้คอร์ดห้องแรกกับห้องสุดท้ายให้เรา ซึ่งมักจะตรงกับคีย์ของเพลง) ใครเก่งเรื่องคอร์ดจะได้เปรียบตรงนี้แหละ อิอิ
4. เมื่อ examiner พูดประมาณว่า Begin playing now หรือ Thank you หรือ Ok หรืออะไรซักอย่างที่เป็นสัญญาณว่า เล่นได้ ผมแนะนำให้โกงๆนิดนึง โดยหายใจเข้าลึกๆฟอดนึง ค่อยๆวางมือตามโน้ตตัวแรก แล้วกดด้วยความมั่นใจไปเล๊ย
5. ขณะเล่นควรเล่นให้เต็มเสียง อย่าเงอะๆงะๆกดไป ถ้าเล่นผิดก็ผ่านไปเลยไม่ต้องไปสนใจ เขาจะดูด้านความต่อเนื่องของเพลงมากกว่าเล่นถูกแต่ไม่เป็นจังหวะครับ

6. หากคุณเจอคำว่า ral., rit. หรือเครื่องหมายเช่น  (fermata) ขอให้ดีใจได้เลยครับ มันคือจุดช่วยชีวิตคุณทำให้มีเวลาอ่านโน้ตข้างหน้าได้มากขึ้น เพราะเครื่องหมายเหล่านี้มันจะสั่งให้เราลดความเร็ว หรือหยุดตามใจฉันนั่นแหละ 

7. อย่าตายใจ~! เพลงทุกเพลงเริ่มต้นจะดูเหมือนง่าย เพื่อหลอกให้เราเล่นเร็วๆ แล้วมันจะมีกับดักนินจาวางไว้รอเชือดเรา เกือบทุกเพลงแหละครับจะมีท่อนที่ยากๆดักเราอยู่ ถ้าเราเริ่มต้นเล่นเร็วๆ แล้วมาช้าท่อนนั้น มันจะเป็นจุดหักคะแนนครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>